|
|
 |
 |
ขั้นตอนการพิจารณาอนุมัติเงินกู้ของสถาบันการเงิน
|
ค่าใช้จ่ายในการกู้ซื้อบ้าน
|
วิธีการประเมินกำลังว่าจะสามารถซื้อบ้านและผ่อนบ้านได้หรือไม่ |
 |
 |
 |
 |
ขั้นตอนการพิจารณาอนุมัติเงินกู้ของสถาบันการเงิน
|
| การพิจารณาอนุมัติเงินกู้ของสถาบันการเงินแต่ละแห่งอาจใช้เวลาเร็วช้าต่างกัน
แต่โดยทั่วไป แล้ว การยื่นกู้จนถึงอนุมัติให้กู้ของสถาบันการเงินในปัจจุบันจะใช้เวลานานประมาณ
10-20 วัน ทำการ โดยจะมีขั้นตอนการพิจารณาที่คล้ายคลึงกัน
คือ ผู้กู้จะต้องติดต่อขอแบบฟอร์มและยื่นความจำนงขอกู้พร้อมทั้งนำหลักฐานประกอบการขอกู้ให้ครบตามที่ธนาคารกำหนด
จากนั้นในการยื่นกู้ สถาบันการเงินจะเก็บค่าธรรมเนียมประเมินราคา
หลักประกันด้วย (แต่ละแห่งไม่เท่ากัน
) จากนั้นสถาบันการเงินจะไปสำรวจและประเมินราคา
บ้านและที่ดินที่จะนำมาเป็นหลักประกัน
จะใช้เวลาประมาณ 2-5 วัน) และสถาบันการเงินจะ
พิจารณาคำขอกู้โดยวิเคราะห์รายได้และหลักประกันของผู้กู้
รวมทั้งปัจจัยอื่นๆ และจะแจ้งผล
การขอกู้ ให้ผู้กู้ทราบภายใน 5-10
วัน) |
| หลักเกณฑ์โดยทั่วไปในการพิจารณาเงินกู้ของสถาบันการเงินต่างๆ
จะคล้ายกัน คือ ดูจากความสามารถในการผ่อนชำระเงินกู้ของผู้กู้เอง
(เงินรายได้) ว่าสามารถที่จะชำระหนี้ได้ตลอดระยะ
เวลากู้หรือไม่ และจากหลักทรัพย์ที่ผู้กู้นำมาเป็นหลักประกัน
ในกรณีที่ผู้กู้ไม่สามารถชำระหนี้ได้
ก็สามารถบังคับเอาจากหลักประกันได้
|
เมื่อผู้กู้ได้รับแจ้งจากธนาคารว่าได้อนุมัติกู้แล้ว
ผู้กู้จะต้องติดต่อเจ้าหน้าที่สถาบันการเงิน
เพื่อมาลงนามในสัญญากู้เงินและสัญญาจำนอง
พร้อมทั้งนัดวันไปทำ นิติกรรมจำนองที่สำนักงานที่ดิน
ในกรณีที่ นัดวันแล้ว หากมีเหตุจำเป็นไม่อาจจะไปดำเนินการตามวันที่นัดไว้ได้
ผู้กู้ก็สามารถ แจ้งเลื่อนนัด และขอนัดวันทำสัญญากับธนาคารใหม่ได้
โดยในวันจดทะเบียนจำนองที่สำนัก
งานที่ดิน ผู้กู้ ผู้ขาย และเจ้าหน้าที่ของสถาบันการเงินจะไปพร้อมกันที่สำนักงานที่ดิน
ที่หลัก ทรัพย์ตั้งอยู่ในเขต และผู้กู้จะต้องเตรียมเงินค่าจดจำนองจำนวน
0.1% ของวงเงินกู้ และค่าธรรม เนียมในการโอนกรรมสิทธิ์
2% ของราคาซื้อขายหรือราคาประเมินของกรมที่ดิน
(โดยทั่วไปผู้ขาย มักจะเป็นผู้จ่าย
ยกเว้นจะมีการตกลงกันระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย)
จากนั้นผู้กู้ก็จะต้องมีภาระใน
การผ่อนชำระเงินงวดทุกเดือน ภายในเวลาที่กำหนด
เช่น ก่อนวันสิ้นเดือน ทั้งนี้อาจชำระเป็นเงิน
สด หรือให้ธนาคารหักจากบัญชีเงินฝากของตนก็ได้
ขึ้นอยู่กับสถาบันการเงินแต่ละแห่ง |
| นอกจากนี้ ในส่วนของค่าใช้จ่ายอีกส่วนที่ผู้กู้ไม่ควรมองข้าม
คือค่าปรับต่างๆ เช่น กรณีที่ผู้กู้ต้องต้องการไถ่ถอนคืนก่อนครบเวลาตามสัญญากู้
สถาบันการเงินส่วนใหญ่จะคิดค่าปรับกับผู้กู้ในกรณีที่มีการชำระคืนในระยะแรก
โดยกำหนดภายใน 2-3 ปีแรกนับจากวันที่ทำสัญญากู้
หาก ชำระหมดหลังจากนั้น ก็ไม่ต้องเสียเบี้ยปรับ
ซึ่งค่าเบี้ยปรับนี้ ธนาคารจะคิดไม่เหมือนกัน
โดยทั่ว ไป ธนาคารพาณิชย์จะคิดประมาณ
ร้อยละ 2 ของวงเงินกู้ เช่น กู้เงิน
700,000 บาท หากต้อง การชำระหนี้หมดภายใน
3 ปี จะต้องเสียเบี้ยปรับจำนวน
14,000 บาท |
| |
| [go
to top] |
|
|
 |
 |
 |
 |
|
| |
| |
| |
 |
 |
 |
 |
วิธีการประเมินกำลังว่าจะสามารถซื้อบ้านและผ่อนบ้านได้หรือไม่ |
| โดยทั่วไปผู้ซื้อบ้านมักจะมีเงินเก็บออมส่วนหนึ่ง
ซึ่งมักจะไม่เพียงพอที่จะซื้อบ้านได้ด้วยเงินสด
ดั้งนั้นเงินที่ขาดจึงต้องอาศัยกู้เอาจากธนาคาร
หรือสถาบันการเงินต่างๆแต่เนื่องจากสถาบันเหล่านี้มักจะให้กู้เพียงประมาณร้อยละ
70-80 ของราคาซื้อขายหรือประเมินค่าของบ้าน(พร้อมที่ดิน) |
| ดังนั้น ผู้ซื้อบ้านจะต้องมีเงินเก็บออมอย่างน้อยร้อยละ
20-30 ของราคาบ้าน จึงจะสามารถกู้และซื้อบ้านได้เงินที่เก็บออมร้อยละ
20-30 นี้เองที่ผู้ซื้อมักจะต้องจ่ายเป็น
เงินดาวน์ ในการซื้อบ้านหากบ้านยังสร้างไม่เสร็จ
เจ้าของโครงการมักจะให้ผ่อนเป็นงวดๆได้ในเวลาประมาณ
5-128เดือน ในการวางแผนการเงินเพื่อซื้อบ้าน
คุณอาจเริ่มต้นจากวิธีใดวิธีหนึ่งใน
2 วิธีคือ |
วิธีที่
1 ..........................................................................
คุณทราบราคาบ้านที่จะขายแล้วมาคำนวนว่าคุณจะซื้อและผ่อนได้หรือไม่?
วิธีนี้ เริ่มมาจาก การประมาณการทางการเงิน
คุณจะต้องเริ่มโดยพิจรณาว่า
คุณมีเงินเก็บออมหรือเงินดาวน์เดือนละเท่าไหร่
คุณสามารถผ่อนได้หรือไม่
ตัวอย่างเช่น หากคุณเล็งที่จะซื้อบ้านในราคาถูกประเภททาวน์เฮาส์
ขณะนี้ ราคาประมาณ 6250,000
บาท หากธนาคารให้กู้ร้อยละ
80 ของราคาขาย นั้นหมายความว่าให้กู้ได้เป็นเงิน
500,000 บาท ส่วนที่เหลือคือจำนวนเงิน
125,000บาท คุณจะต้องมีเงินเก็บหรือต้องผ่อนดาวน์มาแล้วร้อยละ
20 ของราคาบ้านที่จะซื้อนั่นเอง
การกู้เงินจำนวน 500,000บาท
หากคุณต้องผ่อนชำระนาน 20 ปี
ก็จะต้องผ่อนประมาณเดือนละ
3,728 หากธนาคารคิดดอกเบี้ยร้อยละ
6.5 ต่อปี (แต่ถ้าอัตราดอกเบี้ย
สูงกว่านี้ เงินงวดรายเดือนก็จะสูงตามไปด้วย)
และหากกู้ระยะเวลาสั้นลงเท่าใด
เงินงวดก็จะสูงมากขึ้นเท่านั้น
เช่น หากเลือกกู้นาน 15 ปี
หรือ 10 ปีเงินงวดก็จะเพิ่มมากขึ้นเป็นเดือนละ
4,356บาท และ 5,677 ตามลำดับ
เมื่อทราบจำนวนเงินที่ต้องการจะผ่อนเดือนละเท่าไหร่แล้ว
คุณก็ต้องมาประเมินดูว่าคุณมีรายได้เพียงพอที่จะผ่อนชำระเงินงวดได้ตลอดระยะเวลากู้หรือไม่
โดยหลักแล้วหากคุณมีรายได้น้อย
คุณก็ต้องเลือกผ่อนในระยะเวลาที่นานขึ้นอาจจะเป็นระยะ
20-25 ปี เพื่อให้เงินงวดที่จะผ่อนมีจำนวนลดลง
ดั้งนั้นหากคุณสามารถสะสมเงินดาวน์บ้านได้ประมาณ
ร้อยละ 20-30 ของราคาบ้านและสามารถผ่อนส่งเงินกู้ได้ตามงวดที่ระบุ
คุณก็จะสามารถซื้อบ้านหลังนั้นได้
สำหรับบ้านประเภทอื่นต้องผ่อนดาวน์เท่าใด
ต้องเก็บเงินจำนวนเท่าใด ค่าผ่อนชำระจะเป็นจำนวนเท่าใด
คุณอาจดูได้จากตรางที่เจ้าของโครงการหรือที่ธนาคารจัดทำขึ้น
หรืออาจดูได้จากหนังสือคู่มือการซื้อบ้านที่มักจะมีอัตราดอกเบี้ยและอัตราการผ่อนชำระเงินงวดให้ผู้ซื้อพิจรณาได้
|
วิธีที่
2 ..........................................................................
คุณทราบรายได้ของคุณมาแล้วมาคำนวนว่าคุณจะซื้อบ้านได้แบบใด
ราคาใดบ้าง? ในกรณีที่คุณทราบรายได้ของคุณว่ามีเท่าใด
และอยากทราบว่ารายได้ดังกล่าวนั้น
สามารถจะซื้อบ้านได้ในระดับราคาเท่าใด
คุณก็สามารถคิดคำนวนได้ไม่ยาก
ตัวอย่างเช่น หากคุณมีรายได้ประมาณเดือนละ
20,000 บาท คุณอยากรู้ว่าธนาคารจะให้คุณกู้ได้ในวงเงินเท่าใด
และจะซื้อบ้านในราคาประมาณเท่าใด
วิธีการคำนวนคือ
ในขั้นแรก คุณต้องประมาณการว่า
รายได้ที่ตนมีอยู่นั้นสามารถกู้เงินจากธนาคารได้วงเงินเท่าใด
หรือคุณจะสามารถผ่อนชำระหนี้ได้เดือนละเท่าใด
จากนั้น เมื่อทราบวงเงินกู้ ก็สามารถคำนวณราคาบ้านที่จะซื้อได้
โดยทั่วไปธนาคารมักจะให้กู้ในวงเงินประมาณ
15-30 เท่าของรายได้โดยหากมีรายได้เป็นเงินเดือนประจำที่แน่นอน
เช่นข้าราชการ หรือพนกงานรัฐวิสาหกิจหรือพนักงานบริษัทของเอกชน
ธนาคารอาจให้กู้ได้ถึง 25-30
เท่า แต่หากประกอบอาชีพอิสระที่มีรายได้ไม่แน่นอน
ธนาคารอาจให้กู้ได้ ไม่เกิน 20
เท่าของรายได้เฉลี่ยรายเดือนหักค่าใช้จ่ายแล้วเท่านั้น
โดยเฉลี่ยแล้วธนาคารจะให้กู้ในวงเงินสูงประมาณ
25 เท่าของรายได้ ดั้งั้น หากคุณมีรายได้ประมาณ
เดือนละ 20,000บาท คุณจะกู้ได้ในวงเงินประมาณ
15x 20,000 = 500,000 บาท และในวงเงินดังกล่าว
คุณจะต้องผ่อนประมาณเดือนละ 3,728
บาท หากกู้นาน 20 ปี (อัตราดอกเบี้ยร้อยละ
6.5 ต่อปี)และจะผ่อนเดือนละ 3,160
บาท หากกู้นานที่สุด คือ 30ปี
อนึ่งในการประมาณกำลังเงินว่าคุณจะสามารถผ่อนบ้านได้เดือนละเท่าใดนั้น
มีหลักเบื้องต้นว่า ธนาคารมักจะกำหนดให้เงินงวดต่อเดือนประมาณร้อยละ
25-30ของรายได้รวมของผู้กู้ ดังนั้นหากคุณมีรายได้เดือนละ20,000บาท
เงินงวดสูงสุดที่คุณสามารถผ่อนได้จะอยู่ประมาณเดือนละ
5,000-6,000 บาท สำหรับผู้ที่มีรายได้สูงขึ้น
และซื้อบ้านในราคาแพงขึ้น เช่น
มีรายได้เดือนละ 60,000 บาทขึ้นไปธนาคารอาจจะให้กู้โดยมีสัดส่วนค่าผ่อนต่อรายได้ที่สูงขึ้น
ประมาณร้อยละ 30-36 หรือบางกรณีที่ผู้กู้มีรายได้เกินเดือนละ
100,000 บาทธนาคารอาจผ่อนผันให้กู้ได้สูงถึงร้อยละ
40-50 ก็ได้เมื่อคุณทราบรายได้และวงเงินที่จะกู้ได้
โดยคุณสามารถผ่อนชำระเงินงวดได้แล้ว
คุณก็สามารถจะคำนวนราคาและประเภทบ้านที่จะซื้อได้
ในปัจจุบันธนาคารโดยทั่วไปจะให้กู้ได้ร้อยละ
80 ของราคาบ้านพร้อมที่ดิน ดังนั้นเมื้อคุณมีรายได้เดือนละ
20,000บาท และสามารถกู้เงินได้สูงสุด
500,000 บาท คุณก็สามารถคำนวนได้ว่าบ้านที่คุณจะซื้อได้จะมาราคาขายประมาณ
625,000 บาท (500,000/0.8) |
| เมื่อคุณทราบราคาบ้านและมีเงินดาวน์เพียงพอ
(ประมาณร้อยละ 20-30 ) ที่จะซื้อบ้านได้ในราคาประมาณ
625,000บาท และสามารถผ่อนเงินงวดได้ทุกเดือน
ประการต่อมา คุณจึงมาพิจรณาว่า
บ้านในระดับราคาดังกล่าวมีขายในตลาดประเภทใด
ที่ไหนบ้าง สำหรับราคาบ้านที่มีขายในตลาดราคาประมาณ
6แสนเศษนั้น จะเห็นได้ว่ามีเพียง
2 ประเภทได้แก่ทาวน์เฮาส์ราคาถูก
และห้องชุดราคาปานกลางเท่านั้น
ส่วนบ้านเดี่ยวขนาดเล็กราคาเฉลี่ยขั้นต่ำสุด
ในปัจจุบันราคาประมาณหลังละ 1.2ล้านบาท |
| เมื่อคุณทราบเช่นนี้ คุณจึงได้ข้อยุติว่า
รายได้เดือนละ 20,000 บาทไม่ต้องไปดูบ้านเดี่ยวให้เสียเวลา
เพราะทางเลือกของคุณมีเพียง 2ทางเท่านั้นคือ
บ้านทาวน์เฮาส์หรือห้องชุดดีกว่ากัน
ซึ่งคุณจะต้องไต่รตรองต่อไปว่าคุณจะต้องการแบบไหนจึงจะตรงกับความต้องการของคุณ |
| |
| [go
to top] |
|
|
 |
 |
 |
 |
|
| ที่มา: www.thaihomemaster.com |
| |
|
|